เมนูหลัก
แบบสำรวจ
จำนวนผู้เข้าชมเว็บ
ผู้เข้าชมทั้งหมด : 60934
ใครกำลังใช้งาน
มี 1 คนกำลังใช้งาน

สมาชิก: 0
บุคคลทั่วไป: 1

มีต่อ...
  การป้องกันและระงับอัคคีภัย [download]
  ไฟ คือ ปฏิกิริยาการเติมออกซิเจน ของสารใดสารหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีแล้วทำให้เกิดการเผาไหม้ ควัน ความร้อน
  แสง ไอน้ำ และอื่นๆ ตามม
   
 องค์ประกอบของไฟ มีด้วยกันอยู่ 3 อย่าง คือ
  1.  เชื้อเพลิง มีด้วยกันอยู่ 3 สถานะ แต่เชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นของแข็งและของเหลวต้องได้รับความร้อนถึงจุด   
  จุดหนึ่งซึ่งเรียกว่า จุดวาปไฟหรือจุดคายไอ   ซึ่งหมายถึงเชื้อเพลิงอยู่ในสถานะเป็นไอหรือเป็นก๊าซนั้นเอง
  และพร้อมที่จุดติดเป็นไฟ
  2.  ออกซิเจน ที่อยู่ในบรรยากาศมีอยู่ 21 %   แต่ออกซิเจนที่ใช้ในการจุดติดของไฟต้องมีอยู่ในบรรยากาศ
  ไม่ต่ำกว่า 16%    จึงจะทำให้เกิดการจุดติดขึ้นได้
  3. ความร้อน หมายถึง ความร้อนที่ไปยกอุณหภูมิจากจุดวาปไฟให้ถึง  จุดติดไฟ
   
 พัฒนาการของไฟ      มีอยู่ด้วยกัน   3   ขั้น   คือ
  1. ไฟขึ้นต้น  หมายถึง  เมื่อไฟเริ่มเกิดตั้งแต่เวลา  0-4 นาที  ทำให้เกิดความร้อนตั้งแต่ 0-200   องศาเซนเซียส
  2. ไฟขั้นกลาง  หมายถึง   เมื่อไฟเกิดตั้งแต่เวลา  4-8  นาที ทำให้เกิดความร้อนตั้งแต่ 200-600 องศาเซนเซียส
  3. ไฟขั้นรุนแรง  หมายถึง   เมื่อไฟเกิดตั้งแต่เวลา  8  เป็นต้นไป  ทำให้เกิดความร้อนตั้งแต่ 1,000 องศาเซนเซียส 
  ขึ้นไป
   
  อัคคีภัย  คือ  ภยันตรายที่เกิดจากไฟจนเกินการควบคุมสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินทั้งของประชาชน  
  ทางราชการ   รวมทั้งสภาพแวดล้อม
   
 งค์ประกอบของอัคคีภัย   มีด้วยกัน   4   อย่าง คือ
  1.  เชื้อเพลิง  หมายถึง  สารใดๆ ที่สามารถจุดติดเป็นไฟได้   มีด้วยกันอยู่    3 สถานะ 
  แต่เชื้อเพลิงที่มีสถานะเป็นของแข็งและของเหลวต้องได้รับความร้อนถึงจุด  จุดหนึ่งซึ่งเรียกว่า 
  จุดวาปไฟหรือจุดคลายไอ ซึ่งหมายถึงเชื้อเพลิงอยู่ในสถานะเป็นไอหรือเป็นก๊าซนั้นเองและพร้อมที่จุดติดเป็นไฟ
  2.  ออกซิเจน หมายถึง  ที่อยู่ในบรรยากาศมีอยู่ 21 % แต่ออกซิเจนที่ใช้ในการจุดติดของไฟต้องมีอยู่ในบรรยากาศ
  ไม่ต่ำกว่า 16%    จึงจะทำให้เกิดการจุดติดขึ้นได้
  3. ความร้อน หมายถึง  ความร้อนที่ไปยกอุณหภูมิจาก  จุดวาปไฟ  ให้ถึง  จุดติดไฟ
  4. ปฏิกิริยาลูกโซ่ หมายถึง  การติดต่อลุกลาม  ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ  โดยไม่มีจุดสิ้นสุด มีลักษณะเหมือนลูกโซ่
   
 การเกิดเพลิงไหม้ ในพื้นที่อับจะแบ่งส่วนของห้องออกเป็น 3 ระดับ
  1. ระดับ A  คือ ระดับล่างสุดจะมีกลุ่มควันน้อยและพอมีออกซิเจน สำหรับหายใจ มีอุณหภูมิตั้งแต่ 0-400  องศาเซนเซียส
  2. ระดับ B คือ ระดับกลางห้องจะมีกลุ่มควันหนาแน่นขึ้น  และมีออกซิเจนน้อยมาก ไม่สามารถหายใจได้  มีอุณหภูมิตั้งแต่ 
  400-800  องศาเซนเซียส
  3. ระดับ C คือ   ระดับบนสุดของห้องมีกลุ่มควันหนาแน่นมาก   ไม่มีออกซิเจนสำหรับหายใจ  มีอุณหภูมิตั้งแต่  800 
  องศาเซนเซียสขึ้นไป
   
 ขณะเกิดเพลิงไหม้ จะเกิดสิ่งต่อไปนี้
  1. ความมืด  ซึ่งเกิดจากกลุ่มควัน และจากเปลวไฟ      ที่ทำให้เกิดการปิดกั้นสายตา ไม่สามารถมองทะลุผ่านไปได้
  2. ความร้อน ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิที่แฝง  ที่อยู่ในกลุ่มควันหรือในเชื้อเพลิง  ซึ่งเกิดการคายไอ และพร้อมที่จะจุดติดไฟ
  3. ไอและควัน  ซึ่งเกิดจาการคายไอของเชื้อเพลิง ควันบางอย่างจัดเป็นควันพิษและเกิดภาวะการขาดออกซิเจนในขณะนั้น
  4. เวลา ซึ่งในที่นี้หมายถึงเวลาที่ใช้ในการหนีไฟ   จะทำการดับเพลิง  หรือหนีไฟมีโอกาสเพียง  2  นาที
   
การดับเพลิง แบ่งออกเป็น  4  อย่าง
  1. กำจัดเชื้อเพลิง   หมายถึง  ทำให้เชื้อเพลิงเกิดการกระจัดกระจาย  ไม่สามารถ รวมตัวกันมีความหนาแน่นพอ   
  ทำให้เกิดการจุดติดไฟได้หรือกำจัด  ในส่วนที่ยังไม่ได้ ไหม้ออกไปจากปฏิกิริยา
  2. กำจัดออกซิเจน  หมายถึง  ทำให้ออกซิเจนที่จะไปรวมตัวกับ   ปฏิกิริยาของเพลิง ไหม้ให้ต่ำกว่า 16 % ในบรรยากาศ
  3. กำจัดความร้อน  หมายถึง ลดอุณหภูมิ ของเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่าจุดติดไฟ  จะทำให้เปลวไฟดับลง  
  และเมื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่าจุดคายไอก็จะทำให้ไม่มีควัน
  4. ตัดปฏิกิริยาลูกโซ่ หมายถึง ตัดการติดต่อลุกลามหรือนำสารเคมีบางอย่าง บางชนิด เข้าไปแทรกในปฏิกิริยา
  ทำให้เชื้อเพลิง ออกซิเจน  และความร้อน  ไม่สามารถรวมตัวเป็นองค์ประกอบของไฟได้
   
 ประเภทของไฟ แบ่งออกเป็น  4  ประเภท     ตามมาตราฐาน     NFPA
  1.ไฟประเภท A คือ ไฟที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ชนิดธรรมดา  เช่น  กระดาษ ผ้า  หญ้า  ฟาง  ไม้  หรือ
  เชื้อเพลิงประเภทใด ๆ  ที่สามารถดับด้วยน้ำได้
  A     สีเขียว
   
  2. ไฟประเภท B  คือ ไฟที่เกิดจาการเผาไหม้เชื้อเพลิง  ชนิดของเหลว  เช่น  น้ำมัน ไขข้น  ทินเนอร์  แอลกอฮอล์  เป็นต้น
  การดับเพลิงทำได้โดยทำให้ออกซิเจนต่ำกว่า 16% ซึ่งเป็นการดับเพลิงที่ดีที่สุด
                B     สีแดง
   
  3. ไฟประเภท C คือ ไฟที่เกิดจากการเผาไหม้   อุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่  ส่วนใหญ่เกิดจาก 3 ลักษณะคือ 
  การลัดวงจร  การต่อเชื่อม  การใช้ไฟเกินขนาด  วิธีการ ดับเพลิงทำได้โดยตัดกระแสไฟฟ้าก่อนทำการดับเพลิง
                   C     สีน้ำเงิน
   
  4. ไฟประเภท D  คือ ไฟที่เกิดจากการเผาไหม้โลหะ หรือสารเคมีบางชนิด ซึ่งจะมีอุณหภูมิสูงห้ามใช้น้ำทำการดับเพลิง
  เพราะ จะทำให้เกิดการระเบิด สิ่งที่นิยมใช้ในการดับเพลิง คือ เครื่องดับเพลิง
  ที่มีเครื่องหมายของไฟประเภท D อยู่ หรือ ใช้ทรายที่แห้ง ทำการดับเพลิง
       
                                     D       สีเหลือง
   
 การติดต่อลุกลาม สามารถเกิดได้  4  อย่างคือ
  1. การนำความร้อน เมื่อโลหะได้รับความร้อนจากจุดใดจุดหนึ่ง ก็สามารถแผ่กระจายความร้อนผ่านเนื้อของโลหะ
  ไปยังส่วนอื่นได้ วิธีการนี้  คือการนำความร้อนโดยโลหะ
  2. การพาความร้อน เมื่อเกิดความร้อนขึ้นจุดใดความร้อนก็จะหาที่สูงและเคลื่อนตัวไปอากาศเย็นก็จะเข้ามาแทนที่
  ซึ่งความร้อนนั้นก็จะส่งผ่านให้กับสิ่งต่างๆ ที่เคลื่อนตัวผ่านไป วิธีการนี้ คือ  การพาความร้อนโดยอากาศ
  3. การส่งรังสีความร้อน  เมื่อเกิดเพลิงไหม้ แม้ไม่มีโลหะหรืออากาศ ความร้อน ก็สามารถเคลื่อนตัวผ่านสิ่งต่างๆ ไปได้
  โดยการแผ่รังสีความร้อน 
  4. การสัมผัสโดยตรง สะเก็ดลูกไฟลอยไปสัมผัสกับเชื้อเพลิงหรือ เชื้อเพลิงสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง      
  ทำให้เกิดการลุกไหม้ต่อเนื่อง
   
 เครื่องดับเพลิงเคมีขั้นต้น   แบ่งออกเป็น   6   ชนิด
  1. ชนิดน้ำธรรมดา  บรรจุอยู่ในถังแสตนเลส ไม่ขึ้นสนิม มีแรงดัน 100 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว  หัวฉีดเรียวเล็ก
  ใส่น้ำบริสุทธิ์ เช่น น้ำประปาประมาณ 3 /4 ของถังบรรจุน้ำ  ไม่ตกตะกอน  ใช้ดับไฟ ประเภท  A
  2. ชนิดกรด – โซดา  บรรจุอยู่ในถังที่ทนการกัดกร่อน ประกอบด้วย กรดกำมะถัน และ โซเดียมไบคาร์บอเนต       
  เมื่อใช้งานทำให้กระเปาะที่บรรจุกรดกำมะถันแตกและลงไปผสมกับโซเดียมไบคาร์บอเนตทำให้เกิดปฏิกิริยาและแรงดันฉีดออก
  ไปดับเพลิง ใช้ดับไฟประเภท  A         แต่เนื่องจากเป็นอันตรายต่อผิวหนังและร่างกาย   จึงหยุดการผลิตไปแล้ว
  3. ชนิดเคมีโฟม ประกอบด้วยเนื้อโฟม น้ำ และอากาศ อัดด้วยก๊าซไนโตเจน ดันเอาโฟมและน้ำออกมา
  ผสมกับอากาศภายนอกที่หัวฉีด ทำให้เกิดฟอง  และฉีดออกไปดับเพลิงโดยมีแรงดัน  100 ปอนด์ / ตารางนิ้ว 
  ใช้ดับไฟ ประเภท  A , B 
  4. ชนิดน้ำยาเหลวระเหย  บรรจุด้วยน้ำยาชนิด ฮาล่อน หรือ คลีนอะเจ้น มีแรงดัน 125  ปอนด์/ตารางนิ้ว 
  อัดด้วยก๊าซไนโตเจน ใช้ดับไฟ ประเภท  A , B ,C
  5. ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์  ภายใต้แรงดัน อัดด้วยแรงดัน  1,000 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
  ถังมีความหนาและน้ำหนักมาก  ใช้ดับไฟ ประเภท   B , C
  6. ชนิดผงเคมีแห้ง   บรรจุด้วยผงโซเดียมไบคาร์บอเนต    อัดก๊าซไนโตรเจน  ด้วยแรงดัน  195  ปอนด์/ตารางนิ้ว 
  ใช้ดับไฟ ประเภท   A , B
   
 ทำอย่างไรเมื่อเกิดเพลิงไหม้
  1. ตั้งสติไม่ตื่นเต้น จนเกินไปดูให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแจ้งให้ผู้อื่นทราบ
  2. ตรวจสอบเป็นไฟประเภทใด  เพื่อทำการดับเพลิงได้อย่างถูกวิธี
  3. เลือกเครื่องดับเพลิงที่เหมาะสมในการดับไฟ และทำการดับเพลิงขั้นต้น
  4. ติดต่อ หรือ โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าสนับสนุนการดับเพลิง
  5. ออกจากที่เกิดเหตุ และไม่กลับเข้าไปอีก
   
 หลักแห่งความปลอดภัย
  1. จัดความเป็นระเบียบเรียบร้อย
  2. การตรวจตราพร้อมซ่อมบำรุง
  3. ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์
  4. ให้ความร่วมมือ
   
 

 
** นายภากร   บ้านใหม่ .  จพง.ป้องกันฯ 6 **
   

 

นายกเทศมนตรี
ร้องทุกข์ออนไลน์
ค้นหา
ประมวลภาพ
เข้าระบบ
ชื่อเรียก:

รหัสผ่าน:


ลืมรหัสผ่าน?

สมัครสมาชิก!
สำนักงานเทศบาลนครอุบลราชธานี เลขที่ 147 ถนน ศรีณรงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 045246060 โทรสาร 04525523 [resolution 1024*768]